วิถีแห่งหัวใจ: เรื่องเล่าจากผืนนาข้าวหอมดอกฮัง
ไม่ได้มีคำสัญญาต่อกันว่าจะมีผลผลิตเท่าไหร่ เพราะมันคือการทำนาตามธรรมชาติ และสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจริง ไม่มีระบบชลประทานเข้ามาถึง แต่มันคือหัวใจล้วนๆ ของนักพัฒนาและชาวนากลุ่มนี้ที่ตั้งใจตั้งแต่รวมกลุ่ม พัฒนาพื้นที่ และเสาะหาพันธุ์ข้าวมาอย่างตั้งใจ
เข้าสู่เดือน 8: ถึงเวลาแห่ง “การดำนา”
“เมล็ดพันธุ์ข้าวจากรวงแม่กว่า 100 สายพันธุ์ ที่คัดจากปีที่แล้ว ปีนี้จะนำกลับไปปลูกในผืนนาเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดี ที่ปรับตัวกับฝน ฟ้า อากาศ และดินในท้องนา ให้ข้าวได้ปรับตัวกับเชื้อรา และสรรพชีวิตอื่นในธรรมชาติ...เพื่อ ให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีชีวิต”
ทำไมต้องทำนาที่มีป่าล้อม?
เรามีคำถามอยู่ว่า ทำไมต้องเป็นการทำนาที่มีป่ามาล้อม? พอได้ฟังจากปากก็เข้าใจและเห็นภาพจากการไปเดินตามร่องนา ว่ามันคือระบบนิเวศที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดแร่ธาตุที่ดีในดิน ผ่านต้นไม้ ผ่านเห็ดเชื้อรา
“เวลาฝนตก น้ำจะพัดพาเอาอินทรียวัตถุจากป่าไหลลงสู่แปลงนา ทำให้ป่าเปรียบเสมือนตัวเติมอาหารให้ดิน เคยมีการนำดินไปวิจัยพบว่า ดินเรามีอินทรียวัตถุถึง 2% กว่าๆ ซึ่งอุดมคติของการทำเกษตรอินทรีย์ คือ 5% ในขณะที่แปลงนาที่ไม่มีป่าจะมีอินทรียวัตถุเพียง 0. กว่าๆ ทำให้เราไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย”
นอกจากนี้ ป่ายังเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนรวม ใครจะเข้าไปเก็บเห็ดหรือเก็บผักหวานป่าก็ได้ เป็นจารีตวิถีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผักหวานป่าเราก็สามารถเพาะเมล็ดแล้วนำมาปลูกโดยอาศัยต้นไม้พี่เลี้ยง เช่น ลำไย ได้ด้วย
การไปเยี่ยมผืนนาข้าวหอมดอกฮังในครั้งนี้ นอกจากจะอิ่มอกอิ่มใจเมื่อเห็นต้นกล้าถูกปักดำลงไป ก็ยังรู้สึกชื่นใจที่ได้เห็นคนขยัน และตั้งใจให้ความเป็นอยู่ของพวกพ้องบ้านของเราดีขึ้นเรื่อยๆ กว่าที่จะผ่านมาได้ในแต่ละปี...
